ปลุก “พลังในตัว” เปลี่ยนประเทศไทย กับ “Ignite Thailand”

By | November 26, 2021

เต็มไปด้วยพลังแห่งความประทับใจ สำหรับบรรยากาศงาน “Ignite Thailand” ครั้งที่ 2 เวทีพูดสร้างแรงบันดาลใจปลุกพลังบวกคนไทย ที่เพิ่งผ่านพ้นไปหมาดๆ  เมื่อช่วงค่ำวันที่ 13 ต.ค. ที่ผ่านมา ภายในหอประชุมจุฬาฯ 1,300 ที่นั่งแน่นขนัดไปด้วยผู้คนทุกสาขาอาชีพ มาร่วมสร้างปรากฏการณ์ “ฟัง” 21 Igniters (นักจุดประกาย) “พูด”

แม้ช่วงเวลาอันจำกัดแค่ 5 นาที กำหนดให้  Igniters แต่ละคนพูดสร้างแรงบันดาลใจ ผ่านการเล่าเรื่อง แบ่งปันประสบการณ์ และจุดประกายพลังบวกไปพร้อมๆ กับสไลด์พรีเซ็นเทชั่น  20 หน้า กินระยะเวลารวมๆ กว่า 2 ชั่วโมง แต่สามารถตรึงคนฟังให้นั่งนิ่งไม่ลุกหนีไปไหนได้

และนี่คือบางส่วนที่คัดมาจากเวทีคิดบวก  พลังที่ www.ignite.in.th หยิบขึ้นมาใช้ทั้งพูด คิด ทำ และลุกขึ้นทำด้วยตัวเองอย่างคิดสร้างสรรค์

คนหนึ่งคนจะ สร้าง” อะไรได้

Igniter: ครูบาสุทธินันท์  ปรัชญพฤทธิ์ ผู้เรียกตนเองว่า “คนนอกระบบ” เป็นครูภูมิปัญญาไทย รุ่น 1 ด้านเกษตรกรรม (การปรับใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม) เจ้ากรมราษฎรส่งเสริม บ้านปากช่อง ต. สนามชัย อ. สตึก จ. บุรีรัมย์ กับหัวข้อ: วิจัยไทยบ้าน

ปราชญ์ชาวบ้านจากดินแดนอีสานใต้ ยกคำพูดอันสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาของการทำนาว่า “ทำนาปีมีแต่หนี้กับซัง ทำนาปรังมีแต่ซังกับหนี้”

ความเปลี่ยนแปลงในชนบทมีมากมาย คนอยากแต่จะรวยมากๆ รวยง่ายๆ รวยเร็วๆ ถ้าทำได้ มันก็ดี แต่วิธีคิดเหล่านี้มันเป็นได้น้อยมาก สาเหตุมาจากความรู้ไม่พอใช้ จึงพากันทิ้งถิ่น เรื่องทั้งหมดทั้งมวลสาเหตุมาจากการศึกษา ทำให้ครูบาสุทธินันท์ คิดสร้าง “มหาชีวาลัย” ขึ้นมาให้เป็นศูนย์เรียนรู้ เป็นยาขมหม้อใหญ่ ปรุงแต่งขึ้นมาเพื่อรักษาไข้ใจของชาวอีสาน เพราะคนอีสานใจเต้นตูมๆ ใจไม่สงบ

“วันนี้จึงเข้ากรุงมาตามควาย ทุกวันนี้ควายหายไป มีคนบอกว่าเอาควาย4ตัว มาแลกควายเหล็กได้ตัวหนึ่ง แต่ควายเหล็กมันออกลูกไม่ได้ ขี้ก็ไม่ได้ แถมตกน้ำทีไรเสียเงินทุกที ใช้ควายเหล็กทำงานมันสั่นสะเทือนไปทั่วร่างกาย สุดท้ายก็เจ็บป่วย จึงขายควายทยอยเข้าโรงงานลูกชิ้น เจ้าของควายก็ตามมาเข้าโรงงานด้วย ควายเป็นลูกชิ้น แล้วเจ้าของควายจะเป็นลูกอะไรละครับ ควายหายไป สงสารแต่นกเอี้ยงเคยเลี้ยงควายเฒ่า มาวันนี้เอี้ยงเหงามองหาควายไม่เห็น”

ส่วนเรื่องการศึกษา ครูบาสุทธินันท์ ให้ข้อคิดไว้ว่า ถ้าเรียนในห้องได้ความรู้ เรียนนอกห้องได้ความจริง เอาความรู้มาบวกกับความจริง ได้ความรู้จริง ปัญหาการศึกษาก็คือ  เรียนในห้องแคบๆ เรียนกับคนใจแคบ ปฏิรูปอะไรไม่ได้ ซึ่งจะต้องปรับกระบวนการทำให้ผู้เรียนอยากรู้ อยากเห็น อยากทดลอง ก็พบว่า ต้องสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้ไม่น่าเบื่อ ไม่น่าเซ็ง การเรียนรู้ทำไมต้องทุกข์ด้วย เรียนรู้ให้สนุกสนาน เรียนให้ภาคภูมิใจ ซึ่งมีวิธีการเยอะแยะ

“กระทรวงศึกษาธิการ บอกว่า เปิดห้องเรียนสู่โลกกว้าง ให้ทุกอย่างเป็นครู แต่ยังปิดห้องสอน ทำไมเราไม่เรียนในโลกกว้างในห้องที่มีออกซิเจนเยอะ ในบรรยากาศดีๆ ในความคิดดีๆ ผมคิดว่าเด็กรุ่นนี้เป็นเด็กพันธุ์ใหม่ ถ้าหากสอนแบบเก่า เด็กจะทิ้งครู ปิดห้องเรียน เกิดปัญหาทางการศึกษา จะต้องยกกระบวนการย้ายห้องเรียน ไปเรียนในห้องที่มีออกซิเจนเยอะๆ สมองจะได้ปลอดโปร่ง

“วันนี้ ถ้าจะทำให้หัวใจคนไทยเต็มไปด้วยความเข้าใจ และความตั้งใจ พาสังคมพาประเทศไปได้ ปัญหาคือ เมื่อพูดถึงการเรียนรู้ มองคนละมุม มองคนละส่วน ทำอย่างไรการเรียนรู้ ทำอย่างไรจะมีชีวิต ชีวา และการเรียนรู้ต้องเรียนรู้เชิงรุก ต้องลุกจากเก้าอี้เสียก่อน ไม่ใช่ว่า เชิงรุก และยังนั่งติดเก้าอี้ มันพัฒนาไม่ได้”

คนหนึ่งคนทำอะไรได้มากกว่าที่คิด ถ้าลงมือทำ

Igniter:ดร.วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ ผู้พิการตาบอดที่คว้าตำแหน่งที่ 1 คะแนนสูงสุดของการสอบเข้าและการจบเป็นบัณฑิตของคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับทุนภูมิพล ผู้พิการที่ได้เป็นข้าราชการคนแรกของประเทศไทย และในฐานะกรรมการปฏิรูปประเทศ (คปร.) เพียงคนเดียวที่ร่วมจุดประกายปลุกพลังบวกในค่ำคืนนั้น กับหัวข้อ: สี่พลังมหัศจรรย์ สร้างคนพิการ สร้างสังคมสันติสุข

4 พลังมหัศจรรย์ ของดร.วิริยะ นั้น เริ่มจากพลังความเชื่อและศรัทธา เป็นพลังที่ช่วยให้มนุษย์ปลดปล่อย ความสามารถของตนเองได้อย่างเต็มที่ กล้าที่จะทำเรื่องท้าทาย รักทำเรื่องใหญ่ๆไปเรื่อยๆ รู้จักใช้สิ่งที่เป็นโอกาสไปเรื่อยๆ

“ผมรู้สึกความรู้สึกนี้ เมื่อผมประสบอุบัติเหตุ ตาบอด แต่มีท่านหนึ่งบอกผมตลอดเวลาว่า ตาบอด ทำอะไรได้มากกว่าที่คิด”

รวมทั้ง พลังแห่งปัญญา พลังแห่งสมาธิ และอีกพลังหนึ่งที่ทำให้อาจารย์วิริยะประสบความสำเร็จ คือ พลังแห่งความรัก ที่จะทำให้มนุษย์เห็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเป็นมนุษย์ ความรักจะเกิดขึ้นได้ เมื่อมนุษย์ มีอุปนิสัยถ่อมตน ยินดีรับใช้ผู้อื่น ไม่ขี้อิจฉา ไม่ใส่ร้ายป้ายสี เป็นคนที่มีมุทิตาจิต ดีใจที่คนอื่นได้ดีด้วย  ให้อภัยคนอื่นอยู่ตลอดเวลา ไม่เป็นคนตระหนี่ รู้จักให้ทาน ให้ปัญญา และช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส

Igniter:ปรีดา ลิ้มนนทกุล ผู้ทุพพลภาพสิ้นเชิงถาวรจากอุบัติเหตุ ซึ่งในปัจจุบันเป็นกรรมการผู้จัดการ PWD Outsource Management บริษัทที่ก่อตั้งโดยคนพิการเพื่อคนพิการ โดยเป็นผู้สนับสนุนเครือข่ายสินค้าเพื่อสร้างอาชีพให้กับผู้พิการ กับหัวข้อ : By Heart จากใจคนพิการ

“คนพิการรุนแรง คนทุพพลภาพสิ้นเชิงถาวร” เป็นคำที่ ปรีดานำฉายบนสไลด์ตอกย้ำ เพื่อจะบอกว่า ตั้งแต่เขาต้องใช้ชีวิตอยู่บนรถวิลแชร์ กายพิการ แต่ “ใจไม่พิการ” และยังมีศักยภาพสามารถทำงานได้

“ผมไม่เคยถูกถามว่า ทำงานได้หรือเปล่า และไม่มีบริษัทรับเข้าทำงาน ผมไม่โทษใคร เพราะการเปลี่ยนวัฒนธรรมทางความคิดคนพิการทำงานไม่ได้ ยังต้องใช้เวลา”

หนุ่มผู้ทุพพลภาพทางกายผู้นี้ เห็นว่า ยังมีคนพิการอีกมากในสังคมไทยหรืออย่างน้อย 4 ล้านคนที่ต้องการโอกาสเหล่านี้ วันนี้สิ่งที่เขาทำไม่เพียงสร้างอาชีพให้ตนเอง ยังเป็นตัวอย่างของ Social Enterprise  สร้างอาชีพให้คนพิการอีกหลายคน ด้วยการใช้ความสามารถทางด้านเทคโนโลยีมาช่วยสร้างและพัฒนาอาชีพให้คนพิการ รวมกลุ่มคนพิการให้วาดภาพแล้วนำภาพมาขายบริการดาวน์โหลดวอลเปเปอร์บนมือถือ, นำคนพิการมาบันทึกเสียงอ่านดูดวงให้บริการบนมือถือ, เปิดเว็บไซต์ขายผลิตภัณฑ์ฝีมือคนพิการแบบออนไลน์ (www.pwdom.com), การผลิตนิตยสาร PWD (Person With Disabilities) เพื่อสร้ารายได้ให้คนพิการ ฯลฯ

สุดท้ายคุณปรีดา ย้ำว่า “เราเพียงแต่ต้องการเป็นพลังบวกเล็กๆ เพื่อให้สังคมเห็น ให้ผู้มีอำนาจ สถานประกอบการ หรือผู้มีศักยภาพ ได้ทราบว่าคนพิการสามารถทำได้”

Igniter: ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา วิศวกรชาวไทย ผู้มีส่วนร่วมและคิดค้นระบบการลงจอดของยานอวกาศบนดาวอังคาร ร่วมกับองค์การนาซ่าของสหรัฐอเมริกา ผู้ก่อตั้งและบริหารโรงเรียนสัตยาไส โรงเรียนสร้างคนดี ที่อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี หัวข้อ: Ignite

ดร.อาจอง  ขึ้นเวที Ignite Thailand เป็นคนสุดท้าย ยืนยันว่า “ไม่มีอะไรที่มนุษย์เราทำไม่ได้ ถ้าเรารู้จัก Ignite จุดประกายตัวเราด้วยความคิดทางบวก”

“ชีวิตวัยเด็กช่วงไปเรียนต่างประเทศ เป็นเด็กเกเร ชกต่อย เรียนหนังสือสอบได้ที่โหล่ทุกวิชา จนอายุ 15 ปี ถึงได้คิด ลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงชีวิต ตั้งใจเรียน เริ่มฝึกสมาธิ จากที่โหล่ปีเดียว กลายเป็นที่หนึ่งของชั้นเรียน สอบเข้ามหาวิทยาลัย แคมป์บริด มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดของอังกฤษได้ จบปริญญาตรี โท  เอก อย่างรวดเร็ว ผลมาจากการนั่งสมาธิ เกิด Ignite ตัวเอง”

ช่วงเวลาที่ทำงานให้กับนาซ่าปีแรกๆ  อาจารย์อาจอง เล่าว่า ทำงานเหมือนนักวิทยาศาสตร์ นั่งวิจัย นั่งทดลอง ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ จึงได้ค้นพบว่า การทำงานแบบนี้ไม่เหมาะ จนได้ออกไปอยู่บนภูเขา ที่รัฐแคลิฟอร์เนีย ได้มีโอกาสฝึกสมาธิทำจิตใจให้สงบ แล้ววันหนึ่งก็ “ปิ๊ง” ขึ้นมารู้วิธีสร้างยานอวกาศที่จะลงจอดบนดาวอังคาร

นักวิทยาศาสตร์ของไทย ผู้ที่มี เซอร์ไอแซก นิวตัน และอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เป็นบุคคลที่สร้างแรงบรรดาใจ วันนี้บอก “ไม่เอาแล้ว เคยประสบความสำเร็จมาทุกเรื่อง ทั้งนักธุรกิจ นักการเมือง นักวิทยาศาสตร์ จะขอทุ่มเทจิตใจทั้งหมดให้อยู่กับการศึกษา การสร้างคน ตั้งโรงเรียนสัตยาไส ที่ จ.ลพบุรี แค่นี้ผมก็มีความสุขมากที่สุด”

ที่มาแหล่งข่าวจาก : https://www.isranews.org/thaireform-doc-conscious/10928-qignite-thailandq-.html